ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับบทความที่สองนั้น เป็นบทความเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระบาทอยู่หัวของเรา  ในเรื่องของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหลักในการใช้ชิวิตในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี ที่ในหลวงพระราชทานไว้ให้เรา
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระองค์ท่านทรงประทานไว้  ณ วันที่  4  ธันวาคม  2540  โดยทรงอธิบายว่า  "...ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง และทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่เท่านั้นจะพอนั้น  ไม่ได้แปลว่า เศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่  แต่เป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ ของการกระทำ..."  จากนั้น  ได้ทรงขยายความ  คำว่า  "พอเพียง" เพิ่มเติมต่อไปว่า  หมายถึง  "พอมีพอกิน"   "...พอมีพอกิน  ก็แปลว่า  เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง   ถ้าแต่ละคน มีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกิน ก็ยิ่งดี..."
      "...ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ..."  ทรงเปรียบคำว่า พอเพียง กับคำภาษาอังกฤษว่า "Self-Suficiency" ว่า "...Self-Sufficiency  นั้น หมายความว่า ผลิตอะไร มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง...เป็นไปตามที่เค้าเรียกว่า ยืนบนขาของตัวเอง...
...พอเพียงนี้  มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก  คือ  คำว่า พอ  ก็พอเพียงนี้  ก็พอแค่นั้นเอง  คนเราถ้าพอใจในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย  เมื่อมีความโลภน้อย  ก็เบียดผู้อื่นน้อย...
ถ้าประเทศใด มีความคิดอันนี้ มีความคิดว่า ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข
"....พอเพียงนี้  อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง..."
         "...ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ ก็แปลว่า ความพอประมาณ และความมีเหตุผล..."
ซึ่งเราสามารถสรุปปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ดังนี้
1.      ยึดหลักประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือย ในการดำรงชีวิตอย่างจริง ดังพระราชดำรัสว่า "...ความเป็นอยู่ ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยุดไปในทางที่ถูกต้อง..."
2.      ยึดหลักการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลน ในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสที่ว่า "...ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจาก การประพฤติชอบ และการหาเลี้ยงชีพ ของตนเป็นหลักสำคัญ..."
3.      ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกัน ในทางการค้าขาย ประกอบอาชีพ แบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังในอดีต ซึ่งมีพระราชดำรัสว่า "...ความสุข ความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึง ความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนา และการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่ง เบียดบังมาจากผู้อื่น..."
4.      ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้ โดยต้องขวนขวาย ใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูน จนถึงขั้นพอเพียง เป็นเป้าหมายสำคัญ  ดังพระราชดำรัสว่า "...การที่ต้องการให้ทุกคนพยายาม ที่จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ก้าวหน้า ที่มีความสุข พอมีพอกินเป็นขั้นหนึ่ง และขั้นต่อไป ก็คือให้มีเกียรติว่า ยืนได้ด้วยตัวเอง..."
5.      ลดละสิ่งยั่วกิเลสให้หมดสิ้นไป  ดังพระบรมราโชวาทว่า "...พยายามไม่ก่อความชั่ว ให้เป็นเครื่องทำลายตัว ทำลายผู้อื่น พยายามลด พยายามละชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ พยายามรักษา และเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้นให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น..."

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ข้าวผัด 1 จานของในหลวง ที่ทำให้คนไทยอิ่มใจ

เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ทางกระทรวงพลังงาน ได้ผลิตภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในชื่อ “ ข้าวผัดอิ่มใจ ” … ภาพยนตร์ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นต้นแบบแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้จริง เรื่องเล่าจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ครั้งตามเสด็จไปที่เขาค้อ จ. เพชรบูรณ์ ปี พ.ศ. 2527 ….. เป็นเรื่องราวที่คนไทยอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ….. พระจริยวัตรของพระองค์เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคน รู้จักการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและพอเพียง ทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันเรา ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงาน เช่นแค่ข้าวผัด 1 จานก็สิ้นเปลืองพลังงานเท่ากับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงครึ่งลิตร บ่ายวันหนึ่ง หลังเสร็จภาระกิจ พวกเขายังไม่ได้กินข้าว พอไปถึงโรงครัว มีแต่ข้าวผัดติดก้นกระบะ ก็ตักมากินกัน … แต่มีจานหนึ่งต­ักวางไว้ มีคนกำลังจะไปหยิบ แต่ก็มีเสียงบอกว่า “ จานนั้นของพระเจ้าอยู่หัว ท่านรับสั่งให้มาตัก ” ทั้งที่เป็นข้าวผัดแห้งๆก้นกระบ­ะกับไข่ดาว 1 ฟอง เสียงที่กล่าวมานั้น สะท้อนเข้าไปในใจพวกเขา ...

สุขภาพร่างกายแข็งแรงกับธาตุทั้งสี่

ธาตุทั้ง 4 มักจะบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยและอารมณ์ของคนเรา ว่าเป็นคนแบบไหนอย่างไรชอบอะไรไม่ชอบอะไร แถมยังจะบอกด้วยว่าลักษณะผิวพรรณรูปร่างเป็นอย่างไร แม้กระทั้งอาหารการกินต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสมดุลทางร่างกาย เป็นการส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้แก่ ธาตุดิน เปรียบดั่งความห่วงใย สีประจำธาตุคือสีน้ำตาล คนธาตุดินมักจะมีร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแรง สูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ เสียงดังฟังชัด เป็นคนหนักแน่น รักการประนีประนอม สดใส ดูท่าทางขี้โกงแต่จิตใจดี ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มี รสฝาด รสหวาน รสมัน รสเค็ม เช่น ฝรั่งดิบ หัวปลี กล้วย มะละกอ เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ผักกระเฉด มะม่วง มังคุด เงาะ ลำไย น้ำเต้าหู้ น้ำแตงโม ขนมจีนน้ำพริกเป็นต้น ธาตุน้ำ เปรียบดั่งกำลังใจ สีประจำธาตุคือสีฟ้า คนธาตุน้ำมักมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส มีความนุ่มนวลในตัวเองหากนำมาใช้ถูกทาง สิ่งใดหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง เชื่องช้าในบางครั้ง ควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มี รสเปรี้ยว เช่น ก๋วยเตี๋ยว มะเขือเทศ ส้มโอ สับปะรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อนเป็นต้น ธาตุลม      ...

25 วิธีการแก้ปัญหาโลกร้อน

1. ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ  1  พันปอนด์ต่อปี 2. ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง 3. ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆ บ้าน เพราะการขับรถยนต์น้อยลง หมายถึงการใช้น้ำมันลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะน้ำมันทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้  20  ปอนด์ 4. เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ 5. เลือกซื้อเลือกใช้ เมื่อต้องซื้อรถยนต์ใช้ในบ้าน หรือรถยนต์ประจำสำนักงานก็หันมาเลือกซื้อรถประหยัดพลังงาน รวมทั้งเลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน 6.  เช็กลมยาง การขับรถที่ยางลมมีน้อยอาจทำให้เปลือง...